T[A]NT@I
วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ความรู้สึกที่มีต่อวิชา 310101
ตั้งแต่ผมได้เข้ามาศึกษาต่อที่ม.บูรพา ผมได้พบกับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต ทั้งด้านความเป็นอยู่ เวลา และการเรียน วิชา 310101 คอมพิวเตอร์นี้เป็นอีกวิชาหนึ่งที่ผมต้องเรียน เป็นวิชาที่ผมชอบในมัธยมศึกษา และเรียนได้ดี แต่ช่างแตกต่างกับมหาวิทยาลัย วิชานี้เป็นวิชาที่ยากพอตัว เหอๆ เห็นได้จากคะแนนสอบก็น่าจะพอรู้ เต็ม80 คะแนนได้แค่ 46 คะแนน เหอๆ อย่างไรก็ตามก็เป็นวิชาที่เป็นประโยชน์ยิ่งกับชีวิตในปัจจุบัน เพราะการเรียนวิชานี้สามารถนำไปประยุกต์ใข้กับชีวิตประจำวันได้ เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตอย่างมาก หากไม่เรียนรู้ไว้ก็จะใช้และดำรงชีวิตอย่างท่ามกลางโลกแห่งนวัตกรรมเทคโนโลยีได้ลำบาก ความรู้สึกที่ได้เรียนวิชานี้ก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่ง อ.สอนดี แต่บางครั้งก็เร็วไปหน่อย ยิ่งบางบทที่เนื้อหายยาก ก็จะงงๆกันไปตามๆกัน แต่ในภาพรวมวิชาก็เป็นวิชาที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผมเสมอ
โขน นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย
โขน
ประวัติ
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้ว่า “การแสดงโขนเชื่อว่ามีมาแต่โบราณ ประมาณกันว่าไทยมีการแสดงโขนมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 16“ ทั้งนี้ได้อาศัยหลักฐานจากการสันนิษฐานลายแกะสลักเรื่อง “รามายณะ” จากแหล่งโบราณคดีหลายแหล่ง และจากตำนานการแสดงโขนในกฎมณเฑียรบาล โขนแต่เดิมจึงมีเฉพาะโขนหลวงประจำราชสำนัก ผู้ที่จะฝึกหัดโขนต้องเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์ คนธรรมดาสามัญจะฝึกหัดโขนไม่ได้ จึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ที่พวกที่ฝึกหัดโขนมักเป็นมหาดเล็กหรือบุตรหลานข้าราชการ ต่อมามีความนิยมที่ว่าการฝึกหัดโขนทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฝึกหัดมีความคล่องแคล่วว่องไวในการรบหรือต่อสู้กับข้าศึก จึงมีการพระราชทานอนุญาตให้เจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองฝึกหัดโขนได้ โดยคงโปรดให้หัดไว้แต่โขนผู้ชายตามประเพณีเดิม เพราะโขน และละครของเจ้านายผู้สูงศักดิ์หรือข้าราชการก็ต้องเป็นผู้ชายทั้งนั้น ส่วนละครผู้หญิงจะมีได้แต่ของพระมหากษัตริย์ ด้วยเป็นประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาภายหลังความนิยมโขนก็เริ่มเสื่อมลง เนื่องจากระยะหลังเจ้าของโขนมักเอาคนพวกลูกหมู่ (หมายเหตุ : คนที่ขึ้นอยู่ในสังกัดกรมต่างๆตามวิธีควบคุมทหารแบบโบราณ ซึ่งจัดแบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็นมณฑล คนในมณฑลไหนก็สังกัดเข้ามณฑลนั้น เมื่อมีลูกก็ต้องให้เข้ารับราชการในหมวดหมู่ของกรมเมื่อโตขึ้น เรียกว่า “ลูกหมู่”) และลูกทาสมาหัดโขน ทำให้ผู้คนเริ่มมองว่าผู้แสดงเหล่านั้นต่ำเกียรติ อีกเหตุผลหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงประเพณีโบราณในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระราชทานอนุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยมีละครผู้หญิงได้ โดยทรงมรพระราชปรารภว่า “มีละครด้วยกันหลายรายดี บ้านเมืองจะได้ครึกครื้น จะได้เป็นเกียรติแก่แผ่นดิน” พระราชดำรินี้มีเพื่อความเจริญก้าวหน้าของศิลปะการละคร และประเทศชาติ แต่ก็ทำให้เจ้าสำนักต่างๆพากันเปลี่ยนผู้แสดงจากชายเป็นหญิงจำนวนมาก ยกเว้นบางสำนักที่นิยมศิลปะแบบโขน ทั้งยังมีครูบาอาจารย์ และศิลปินโขนอยู่ก็รักษาไว้สืบต่อมา โขนในสำนักของเจ้านาย ขุนนาง และเอกชนจึงค่อยๆสูญหายไป คงอยู่แต่โขนของหลวง ในสมัยรัชกาลที่ 5 บรรดาโขนหลวงที่มีอยู่ก็มิได้ทำงานประจำ ใครเล่นเป็นตัวอะไรทางราชการก็จ่ายหัวโขนที่เรียกกันว่า “ศีรษะครู” ให้ประจำตัวไปบูชา และเก็บรักษาไว้ที่บ้านเรือนของตน เวลาเรียกตัวมาเล่นโขนก็ให้เชิญหัวโขนประจำตัวนั้นมาด้วย
ประเภทของการแสดงโขน
1. โขนกลางแปลง
โขนในยุคแรกคงแสดงกันกลางสนามเช่นเดียวกับการแสดง “ชักนาคดึกดำบรรพ์” ต่อมาจึงเรียกกันว่า “โขนกลางแปลง” โดยเป็นการแสดงโขนบนพื้นดินกลางสนาม นิยมแสดงตอน “ยกรบ” คือตอนยกทัพมารบกันระหว่างกองทัพของพระรามกับกองทัพของทศกัณฐ์ การแสดงจะมีแต่บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบการยกทัพ บทพากย์ และเจรจา แต่ไม่มีบทร้อง
2. โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว
โขนโรงนอกเป็นโขนที่แสดงบนโรง ตัวโรงมักมีหลังคา และมีราวพาดตามส่วนยาวของโรง มีช่องให้ผู้แสดงสามารถเดินได้รอบราว เมื่อตัวโขนแสดงบทของตนเสร็จแล้วก็จะกลับไปนั่งบนราว ซึ่งสมมุติเป็นเตียง ไม่มีบทขับร้องมีแต่บทพากย์ และเจรจา ทำให้ปี่พาทย์ต้องบรรเลงเพลงหน้าพาทย์มากจึงมักจะใช้วงปี่พาทย์ 2 วง โดยวงหนึ่งจะตั้งหัวโรง อีกวงหนึ่งตั้งไว้ท้ายโรงหรือจะตั้งทางซ้าย และขวาของโรงก็ได้
การแสดงโขนโรงนอกนี้ ยังมีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “โขนนอนโรง” คือเวลาบ่ายก่อนถึงวันแสดงวันหนึ่ง ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงโหมโรง บรรดาผู้แสดงจะออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลงที่กลางโรง เมื่อจบการโหมโรงแล้วก็จะแสดงโขนตอนพระพิราพออกเที่ยวป่า พบพระรามซึ่งหลงเข้ามายังสวนพวาทอง (หมายเหตุ : สวนมะม่วง) ของพระพิราพจึงเกิดการสู้รบกัน เสร็จการแสดงตอนนี้ก็จะหยุดพัก แล้วนอนเฝ้าโรงคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นจึงแสดงตามเรื่องที่จัดไว้ต่อไป
3. โขนหน้าจอ
โขนหน้าจอ คือโขนที่แสดงหน้าจอหนังใหญ่ ซึ่งขึงไว้สำหรับแสดงหนังใหญ่ โดยการให้ผู้แสดงโขนออกมาแสดงแทนตัวหนังบ้างสลับกันไป เรียกว่า “หนังติดตัวโขน” แต่ต่อมาก็ให้แสดงเฉพาะโขนเท่านั้น โดยที่ยังคงตั้งจอหนังไว้พอเป็นพิธีเท่านั้น เมื่อโขนได้ใช้คำพากย์คำเจรจาตลอดจนดนตรีของหนังใหญ่ทั้งหมด อีกทั้งผู้คนนิยมการแสดงที่ใช้คนมากกว่าตัวหนัง จึงเรียกโขนที่เล่นหน้าจอหนังนี้ว่า “โขนหน้าจอ”
ต่อมาภายหลังมีการพัฒนาจอหนังที่ใช้แสดงโขนให้มีช่องประตูเข้าออกวาดเป็นซุ้มประตู เรียกว่า “จอแขวะ” โดยด้านซ้ายวาดเป็นรูปค่ายพลับพลาของพระราม ด้านขวาวาดเป็นปราสาทราชวังสมมุติเป็นกรุงลงกา ต่อมาจึงมีการยกพื้นหน้าจอขึ้น และกันคนดูไม่ให้เกะกะผู้เล่น
4. โขนโรงใน
โขนโรงใน เป็นโขนที่ได้รับการปรับปรุงผสมผสานกับละครใน โดยการนำท่ารำ ท่าเต้น และบทพากย์เจรจาตามแบบโขนมาผสมกับการขับร้อง เพลงต่างๆ และระบำรำฟ้อนของละครใน ภายหลังจึงเรียกว่า “โขนโรงใน” โขนที่กรมศิลปากรนำออกแสดงในโรงละครแห่งชาติปัจจุบันนี้มักเป็นลักษณะโขนโรงใน หรือที่นำออกแสดงกลางแจ้งก็เป็นการแสดงแบบโขนโรงในทั้งสิ้น
5. โขนฉาก
การแสดงโขนแต่เดิมนั้น จะไม่มีการสร้างฉากประกอบเรื่อง การแสดงจะดำเนินเรื่องติดต่อกันไปโดยผู้ดูจะต้องจินตนาการถึงฉากหรือสถานที่ในเรื่องราวขณะนั้นเอาเอง การจัดฉากในการแสดงเป็นสิ่งที่รับมาจากตะวันตก โขนฉากเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง โดยคิดสร้างฉากประกอบการแสดงโขนบนเวทีขึ้น คล้ายกับการแสดงละครดึกดำบรรพ์ที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงคิดขึ้น
อ้างอิง :http://www.nsru.ac.th/oldnsru/webelearning/dance/history_khone.html
โขน เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน หากในฐานะคนไทยแล้ว ควรอนุรักษ์การแสดงชั้นสูงนี้ให้คงอยู่คู้กับเมืองไทยต่อไป อย่างให้เลือนหายไป เพราะจะเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังเป็นการลืมรากเหง้าความเป็นไทยของเราอีกด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
"เกาะเกร็ด" เกาะสวรรค์กลางเจ้าพระยา
"เกาะเกร็ด" เกาะสวรรค์กลางเจ้าพระยา
ประวัติของเกาะเกร็ด
ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ หลังจากได้ดำเนินการขุดคลองมหาชัยได้แล้วเสร็จในปี จ.ศ.๑๐๘๓ แล้ว ในปีถัดมาได้มีพระราชดำริให้ขุดคลอง เตร็ดน้อย ลัดคุ้งปากคลองบางบัวทองซึ่งอ้อมมากให้เป็นเส้นตรง จากบริเวณใกล้ๆ ท่าเรือปากเกร็ด ตรงไปผ่านหน้า วัดสนามเหนือ วัดกลางเกร็ด ไปทางวัดเชิงเลนซึ่งแต่แรกขุดนั้นเป็นคลองลัดเกร็ด(หรือเตร็ดหมายถึงลำน้ำเล็กลัดเชื่อมลำน้ำสายใหญ่สายเดียวกัน ) นั้น มีขนาดกว้างเพียง ๖ วา ลึก ๖ ศอก ยาว ๒๙ เส้น แต่เนื่องจากแรงของกระแสน้ำที่ไหลพัดผ่านนั้นแรงมาก จึงได้พัดเซาะตลิ่งพังและขยายความกว้างขึ้นมา จนในปัจจุบันจึงได้กลายเป็น แม่น้ำลัดเกร็ด ไปแล้ว และพื้นที่บนแผ่นดินเดิมซึ่งมีลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นออกไปโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเป็นรูปเกือกม้า ก็กลายเป็นเกาะไป จึงเรียกว่า เกาะเกร็ด ส่วนตรงปากทางที่ขุดก็เรียกว่า ปากเกร็ด
ด้วยประการฉะนี้ ความจริงปากเกร็ดนั้นเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง อาทิเช่นที่ วัดกู้ วัดตำหนักใต้ หรือ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นต้น และในละแวก ปากเกร็ด ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่นวัดบ่อ ท่าเรือปากเกร็ด ตลาดริมทางเท้าที่อยู่บริเวณใกล้เคียง วัดสนามเหนือและวัดกลางเกร็ด ถ้าจะข้ามไปยัง เกาะเกร็ด ก็จะได้ชมวัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ฯ ศูนย์การผลิตเครื่องปั้นดินเผา ชมสินค้าและวิถีชีวิตชาวมอญแถบนั้น ซึ่งอยู่กันอย่างเรียบง่ายและดำรงรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมเดิม ถ้าท่าน ล่องเรือ รอบๆ เกาะ ก็สามารถแวะบ้านขนมหวานในคลองบางบัวทองเพื่ออุดหนุน ขนมหวานแบบไทยๆ รสชาติอร่อยด้วย..
สำหรับชาวกรุงเทพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง คือ เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เกาะเกร็ดเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นชุมชนที่เจริญมาตั้งแต่ ปลายสมัยอยุธยา วัดต่างๆ ที่สร้างขึ้นบนเกาะเป็นโบราณสถานที่สวยงามสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายทั้งสิ้น มีฐานะเป็นตำบลแบ่งเขตการปกครองเป็นหมู่บ้าน รวมทั้งสิ้น 7 หมู่บ้าน เกาะเกร็ดเกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดลำน้ำเจ้าพระยาตรงส่วนที่เป็นแหลมยื่นไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ.2265 เรียกคลองนี้ว่า “คลองลัดเกาะน้อย” ต่อมากระแสน้ำได้เปลี่ยนทิศทางทำให้คลองขยายกว้างขึ้น เพราะถูกแรงของกระแสน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงกลายเป็นแม่น้ำและเกาะเกร็ดมีสภาพเป็นเกาะเช่นปัจจุบัน
สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเกาะเกร็ด
วัดปรมัยยิกาวาส ตั้งอยู่ตำบลเกาะเกร็ด เยื้องท่าเนือสุขาภิบาลปากเกร็ดไปทางใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือวัดสนามเหนือเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร สร้างแบบรามัญ เดิมวัดนี้เป็นวัดเก่าชื่อวัดปากอ่าว ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และโปรดให้สร้างพระเจดีย์รามัญ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระราชทานนามว่า วัดปรมัยยิกาวาสเนื่องจากศิลปะที่สร้างมีลักษณะแบบมอญ พระเจดีย์ทุกองค์สร้างแบบมอญ และพระพุทธรูปพระประธานในโบสถ์สลักด้วยหินอ่อนแบบมอญด้วย จึงเรียกกันว่า “วัดมอญ” ภายในวัดมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และบานประตูหน้าต่างโบสถ์ประดับลายปูนปั้นสวยงาม
หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผา ตั้งอยู่บริเวณสองบ้างทางเดินรอบเกาะเกร็ดทั้งด้านซ้าย และด้านขวาของวัดปรมัยยิกาวาส เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาภาชนะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระถาง ครก อ่างน้ำ เป็นต้น แหล่งใหญ่และเก่าแก่ของจังหวัดนนทบุรี สามารถชมขั้นตอนต่างๆในการทำเครื่องปั้นดินเผ่าตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงวิธีการนำเข้าเตาเผา
การเดินทาง
- บริการเรือข้ามฟากที่วัดสนามเหนือ (ไม่ไกลจากท่าน้ำปากเกร็ด) ข้ามไปยังวัดปรมัยยิกาวาส (จากวัดวัดปรมัยยิกาวาสสามารถเดินเท้าไปยังวัดอื่นๆได้)
- บริการเรือเช่าเหมาไปยังเกาะเกร็ด
บริษัท มิตรเจ้าพระยา จำกัด ออกเดินทางจากท่าเรือท่าช้างวังหลวง ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 8.30 น. - 16.30 น.
บริษํท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ออกเดินทางจากท่ามหาราช ทุกวันอาทิตย์ เวลา 9.00 - 15.00 น. ราคาต่อท่านประมาณ 150 - 250 บาท สนใจติดต่อโทรศัพท์ 0-2623-6001 - 3 โทรสาร 0-2225-3002
ที่มา http://www.moohin.com/007/007j001.shtml
เกาะเกร็ดในอุดมคติของผม
เกาะเกร็ดในความคิดของผมแล้ว เป็นสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง แม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีเสน่ห์เป็นของตนเอง แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างชัดเจน มีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและมอญได้อย่างลงตัว การใช้ชีวิตของผู้คนเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ชวนค้นหา มีวคามเรียบง่าย ไม่วุ่นวายเหมือนในเมืองกรุง อีกทั้งยังไม่ไกลจากกรุงเทพเลย อยู่ที่ จ.นนทบุรีนี่เอง ทั้งๆที่ อย่างกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจ แต่ชาวไทยมอญบนเกาะเกร็ดก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของตนเองได้ไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง ภายในเกาะเกร็ดมีกิจกรรมให้เลือกสรรทำกันได้ตามใจปรารถนา ใครอยากจะไหว้พระ ชมขนมหวาน หรือข้าวแช่ชาววังก็ตามแต่ใจต้องการ นอกจากนี้ยังมีของฝากให้ซื้อมาเป็นของกำนัลแก่ญาติพี่น้องอีกนับไม่ถ้วน นับว่าการไปเที่ยวบนเกาะเล็กๆ กลางแม่น้ำเจ้าพระยานี้ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่หลงเสน่ห์ของเกาะนี้เข้าแล้วและมีโอกาสได้ไปเที่ยวเกาะเกร็ดนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ก็อยากจะเชิญชวนท่านที่ยังไม่ได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเกาะสวรรค์แห่งนี้ก็เชิญไปกันได้ รับรองว่าคนจะต้องหลงเสน่ห์เกาะแห่งนี้เช่นเดียวกับผมแน่นอน
งานอดิเรกของฉัน
ในยามว่างๆของนิสิตอย่างฉัน ก็ไม่แตกต่างอะไรมากนักกับคนอื่นๆ ทั่วไป แต่กิจกรรมที่เป็นที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้นการนอน และการออน facebook เหอๆ นิสิต ม.บูรพา ส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาว่างไปกับการพักผ่อนหย่อนใจและอีกกิจกกรมหนึ่งก็คงจะเป็นการออน facebook และออน msn ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดฮิตของเหล่านิสิตเทา-ทอง นอกจากนี้ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ใช้เวลาว่างไปกับการเดินเตร็ดเตร่อยู่แถววังมุข ห้างแหลมทอง หรือซอยสดใส ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล ส่วนงานอดิเรกที่จริงจังและ จะดูเป็นการเป็นงานสักหน่อย ก็คงเป็นการอ่านหนังสือที่จะปรากฏให้เห็นแก่สายตาในช่วงสอบเท่านั้น บุคคลใดที่มานั่งอ่านหนังสือ ในยามว่างเห็นคงจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดของนิสิตทั้งหลาย และจะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เชยสะบัด ไม่ยอมใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และมีความสุขซะเลย อย่างไรก็ตาม งานอดิเรกของแต่ละบุคคลก็จะแตกต่างกันออกไปตามความชอบส่วนบุคคล แต่งานอดิเรกของผมที่โปรดปรานมากที่สุดก็จะเป็นการนอนพักผ่อน ซึ่งนอกจากจะเป็นการชาร์ตแบตให้กับตัวเราเองแล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายที่ดีที่สุด เมื่อเราเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
ความแตกต่างระหว่าง kui society และ facebook
ในปัจจุบัน facebook เป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนออนไลน์ทั่วโลก เป็นโปรแกรมบริการบนอินเทอร์เน็ตบริการหนึ่ง ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารและร่วมทำกิจกรรมใดกิจกรรมต่างๆ หากว่าใครไม่มี facebook เป็นของตัวเองแล้ว ย่อมถูกมองว่าเชยสะบัดเลยทีเดียว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เล่น facebook เหมือนกับคนอื่นๆ ทั้งใช้คนกับเพื่อน คุยกับแฟน หรือจะติดต่อด้านการเรียนต่างๆ ก็ตาม ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก โดยเฉพาะผมที่เป็นนิสิตจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เช่นการเรียน หรือติดต่อธุระต่างๆซึ่ง facebook ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ทุกคนเลือกใช้ เพราะความสะดวก และใช้งานได้ง่ายนั่นเอง
ส่วน kui society ก็มีลักษณะคล้ายกับ facebook แต่จะจำกัดให้ผู้เล่นต้องเป็นเฉพาะนิสิต ม.บูรพาเท่านั้น มีแอพพิเคชั่นและวิธีการเล่นคล้ายคลึงกับ facebook ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่จะมีลูกเล่นน้อยกว่า facebook เท่านั้นเอง ไม่สามารถเล่นเกม หรือทำกิจกรรมได้มากนัก ส่วนใหญ่ใช้ในงานด้านวิชาการ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








